แบตเตอรี่ยี่ห้อไหน??? ใช้ได้ทนทาน นานที่สุด...

คำถามที่ลูกค้ามักจะถามเสมอ เวลาจะซื้อแบตเตอรี่ลูกใหม่....

ลูกค้า: แบตเตอรี่ยี่ห้อไหนดีสุด / ทนสุด / ใช้ได้นานที่สุด???

ร้าน: แบตเตอรี่รถยนต์จะใช้ได้นาน ไม่นาน ขึ้นอยู่กับเหตุผล ต่อไปนี้ครับ

1. อายุงานโดยเฉลี่ยของแบตเตอรี่รถยนต์

แบตเตอรี่แบบเติมน้ำ,แบตกึ่งแห้ง หรือแบตแห้ง จะมีอายุการใช้งานเฉลี่ย 1.5-3 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพการใช้งานและการดูแลรักษา โดยทุกครั้งที่เปลี่ยนแบตเตอรี่ ทางร้านจะระบุวัน เดือน ปี ที่ติดตั้งแบตเตอรี่ เพื่อระบุระยะเวลาเริ่มการรับประกัน ซึ่งสามารถเอาไว้ดูได้ด้วยว่าแบตเตอรี่จะถึงระยะเวลาที่ต้องเปลี่ยนเมื่อไหร่

2. ลักษณะการใช้งานรถยนต์

ปัญญาหาของลูกค้าที่พบบ่อย คือ “ไม่ค่อยได้ใช้รถ” บางคนจอดนานเป็นอาทิตย์ เป็นเดือนก็มี หรือ “เปิดไฟทิ้งไว้” เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็ว

หลายคนเจอปัญหารถไม่ค่อยได้ใช้ พอจะกลับมาใช้งานทำไมแบตเตอรี่หมด แบตเสื่อม ถึงแม้ว่าจะไม่มีการเปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าไว้ก็ตาม แต่ในความจริงแบตเตอรี่ก็ยังคงมีการจ่ายกระแสไฟฟ้าไปเลี้ยงระบบในรถยนต์อยู่ เช่น ระบบกันขโมย หรือ ระบบควบคุม (ECU) หากจอดไว้โดยไม่มีการติดเครื่องยนต์เป็นระยะเวลานานก็ทำให้แบตเตอรี่หมดได้ เมื่อแบตเตอรี่หมดก็ต้องมีการพ่วงเพื่อสตาร์ท ซึ่งถ้าปล่อยให้แบตหมดแล้วพ่วงอยู่บ่อยๆ ก็จะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมได้

ความเชื่อแบบผิดๆ คือ “สตาร์ทเครื่องทิ้งไว้เฉยๆ แทนการเอารถออกไปขับ”

เพราะการทำเช่นนี้ ช่วยเติมไฟเข้าแบตเตอรี่ได้ แต่น้อยมาก ถ้าเทียบกับการนำรถออกไปใช้งานอย่างสม่ำเสมอ อาทิตย์ละครั้ง เอารถไปวิ่งวนสัก 10 - 20 กม. จะเป็นการเติมไฟเข้าแบตเตอรี่ได้ดีกว่า

สรุปก็คือ ยิ่งใช้รถบ่อยมากเท่าไหร่ ก็จะทำให้ไดชาร์จทำงานได้เต็มที่ สามารถปั่นกระแสไฟเข้าแบตเตอรี่ได้ดีกว่า ทำให้แบตเตอรี่ มีไฟเต็มตลอดเวลา แต่ก็ไม่ใช่วิ่งเยอะขนาดแท็กซี่นะครับ อันนั้นก็จะทำให้แบตเสื่อมสภาพไวกว่าปกติ เพราะใช้งานหนักจนเกินไป

ใช้งานหนัก เหมือนรถรับจ้าง

อัตราการวิ่งโดยเฉลี่ยและเงื่อนไขการรับประกันของแบตเตอรี่รถยนต์แต่ละยี่ห้อ อยู่ที่ 20,000 Km. แต่ถ้าเราใช้รถในอัตราเฉลี่ยต่อปีเกิน 20,000 Km. แสดงว่าเราใช้งานหนัก แบตเตอรี่ก็จะมีการเสื่อมสภาพที่ไวกว่าปกติ

3. การดูแลรักษาแบตเตอรี่

ไม่ว่าคุณจะใช้แบตเตอรี่ชนิดไหน ก็ต้องหมั่นดูแลรักษาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อความทนทาน และช่วยยืดอายุการใช้งานให้นานขึ้น

แบตเตอรี่น้ำ : เป็นแบตที่ต้องการคนใส่ใจ ดูแลเป็นพิเศษ อย่างน้อยเดือนละครั้ง เช็คระดับน้ำกลั่นและเติมให้ถึงเส้น UPPER LEVEL ทุกช่อง สังเกตได้จากด้านข้างแบตเตอรี่ ถ้าเติมมากเกินไปก็จะทำให้ล้นออกมากัดสีและเป็นขี้เกลือที่ขั้วแบตได้

คำเตือน...ระวังอย่าปล่อยให้ระดับกลั่นน้ำแห้ง เพราะปล่อยให้น้ำกลั่นแห้งจนถึงแผ่นตะกั่วแบตเตอรี่ ก็จะทำให้แบตเตอรี่มีโอกาศเสียเร็วยิ่งขึ้น

แบตเตอรี่กึ่งแห้ง : บางคนมักจะเข้าใจผิดว่า เป็นแบตเตอรี่แห้ง เนื่องจากรูเติมน้ำกลั่น จะมีสติ๊กเกอร์คาดทับไว้ ทำให้ขาดการตรวจเช็คระดับน้ำกลั่นในแบต เป็นสาเหตุที่ทำให้ใช้งานได้ไม่ทนเท่าที่ควร แบตเตอรี่ชนิดนี้ควรตรวจเช็คน้ำกลั่นทุก 1 ปี หรือ 20,000 Km. (นับจากเลขไมล์ ณ วันที่ติดตั้งแบตเตอรี่)

แบตเตอรี่แห้ง : เหมาะสำหรับคนขี้ลืม ไม่ต้องดูแลน้ำกลั่น เพราะแบตเตอรี่ชนิดนี้จะไม่มีฝาให้เปิดเติมน้ำกลั่น ซีลสนิท มีเพียงช่องตาแมวไว้สำหรับดูระดับไฟชาร์จและน้ำกรดเท่านั้น

คำเตือน...ให้ระมัดระวังเรื่อง การลืมเปิดไฟในรถทิ้งไว้ ยิ่งลืมบ่อยเท่าไร อายุการใช้งานของแบตเตอรี่รถยนต์ ก็จะสั้นลงมากเท่านั้น

4. ประสิทธิภาพของไดชาร์จ

ไดชาร์จ คือ ตัวชาร์จไฟเข้าไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่ ถ้าไดชาร์จมีปัญหา ก็จะทำให้แบตเตอรี่มีอายุสั้นกว่าที่ควรจะเป็น

โดยปกติแล้วไดชาร์จจะปั่นกระแสไฟประมาณ 13.8 – 14 โวลต์

> ถ้าน้อยกว่า 13.8 โวลท์ : แสดงว่าไดชาร์จ ชาร์จไฟเข้าไปเก็บในแบตเตอรี่ได้น้อย ทำให้แบตเตอรี่ไฟอ่อนลงเรื่อยๆ จนสตาร์ทไม่ติดในที่สุด หรือถ้าอาการหนักมากๆ เครื่องยนต์อาจดับกลางถนนได้

< ถ้ามากกว่า 14.5 โวลท์ : แสดงว่าไดชาร์จ ชาร์จไฟเข้าไปเก็บในแบตเตอรี่มากเกินไป ทำให้แบตเตอรี่บวม ร้อนจัด จนแบตเตอรี่เสียเร็ว และทำให้ระบบไฟในรถมีปัญหาได้ โดยเฉพาะพวกกล่อง ECU และอุปกรณ์ที่มีความละเอียดอ่อนต่างๆ

5. เลือกแบตเตอรี่ที่มีขนาดแอมป์ให้เหมาะกับรถ

การเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ เราสามารถยึดตามของเดิมที่ติดรถมาได้เลย ไม่ควรลดขนาดความจุของแบตเตอรี่หรือแอมป์ลงโดยเด็ดขาด เพราะบริษัทผู้ผลิตรถยนต์คำนวณแอมป์ที่เหมาะสมกับการใช้งานของรถยนต์รุ่นนั้นๆไว้แล้ว แต่ในรถบางรุ่น สามารถเพิ่มขนาดแอมป์ของแบตเตอรี่เพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานให้ได้นานยิ่งขึ้น (เพิ่มขนาดแอมป์ แต่ขนาดของตัวแบตเตอรี่ยังคงเดิม)

6. ยี่ห้อแบตเตอรี่

ต้องบอกว่าทุกยี่ห้อมีอายุการใช้งานที่ใกล้เคียงกัน อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จะมีข้อแตกต่างกันตรงที่ ระยะเวลาการรับประกัน, ความยาก ง่ายในการเคลมสินค้า และชนิดของแบตเตอรี่ให้มีความเหมาะสมกับผู้ใช้รถ ถ้าจะเลือกแบตเตอรี่ลูกใหม่ซักลูกนึง จะเลือกยี่ห้อไหน ลองเปรียบเทียบจากข้อมูลต่อไปนี้ดูนะครับ

แบตเตอรี่รถยนต์ ยี่ห้อ FB : มีทั้งชนิดเติมน้ำ กึ่งแห้งและแบบแห้ง กำลังสตาร์ทสูง (CCA สูง) ไฟแรง รับประกัน 12 เดือน

แบตเตอรี่รถยนต์ ยี่ห้อ Panasonic : แบตเตอรี่กึ่งแห้งทนทาน คุ้มค่า รับประกัน 12 เดือน

แบตเตอรี่รถยนต์ ยี่ห้อ INDEX : แบตเตอรี่กึ่งแห้ง นำเข้าจากประเทศอินเดีย ที่มีคุณสมบัติเทียบเท่าแบตแห้ง ได้รับการการันตีจากผู้ผลิตว่าเป็นแบตเตอรี่กึ่งแห้งที่ไม่ต้องเติมน้ำกลั่นตลอดอายุการใช้งาน รับประกัน 15-24 เดือน (ขึ้นอยู่กับรุ่นแบตเตอรี่)

แบตเตอรี่รถยนต์ ยี่ห้อ PUMA : แบตเตอรี่แห้งนำเข้าจากประเทศเกาหลี รองรับระบบ Idling Stop Systemของรถยนต์รุ่นใหม่ๆและรถยุโรป ที่ใช้แบตเตอรี่รุ่น EFB (Enhanced Flooded Battery) และ AGM (Absorbent Glass Matt) รับประกัน 12-18 เดือนหรือ 40,000 กม. (ขึ้นอยู่กับรุ่นแบตเตอรี่)

แบตเตอรี่รถยนต์ ยี่ห้อ Delkor : แบตเตอรี่แห้ง นำเข้าจากประเทศเกาหลี รับประกัน 12 เดือน

แบตเตอรี่รถยนต์ ยี่ห้อ Amaron : แบตเตอรี่แห้ง นำเข้าจากประเทศอินเดีย รับประกัน 24 เดือน

 

Visitors: 49,707